SERVICE

ลดกราม v shape

  FACE LIFT คืออะไร แล้วนำมาใช้ในการฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวได้อย่างไร ?

         สารโปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษาริ้วรอยที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งบ่อยๆ หรือทำงานมากเกินไปจนเกิดรอยย่นขึ้น เช่น รอยขมวดคิ้ว เป็นต้น หรือมวลของกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น เนื่องจากมีการใช้งานบ่อยๆ เช่น บริเวณกราม ที่มีการใช้เพื่อบดเคี้ยวอาหารอยู่เป็นประจำ เป็นต้น แพทย์จะทำโดยการฉีดสารเข้าไปทำการยังยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในบริเวณที่เกิดปัญหา ทำให้กล้ามเนื้อที่เกิดรอยย่นทำงานน้อยลง หรือกล้ามเนื้อที่มีความหนาแน่นสูงมีขนาดที่เล็กลง ช่วยทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นนั่นเอง

การฉีดสาร FACE LIFTใช้เวลาเพียง 5-10 นาที

++ สาร FACE LIFTออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน แล้วช่วยทำหน้าให้เรียวได้นานแค่ไหน ++

FACE LIFTจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากที่ฉีดไปแล้วประมาณ 2-4 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมไปถึงขนาดของยาที่ฉีดเข้าไปและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย สารสามารถคงอยู่ออกฤทธิ์ต่อได้ประมาณ 4-6 เดือน เมื่อหมดฤทธิ์แล้ว สามารถทำการฉีดซ้ำได้อีก

อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของคุณสาวๆ แต่ละคนนั้นจะมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ก่อนการทำหน้าเรียวโดยการฉีด FACE LIFTนั้น ควรทำการปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง รวมไปถึง การฉีด ก็ควรที่จะทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณสาวๆ เอง


- สาร FACE LIFTคืออะไร แล้วนำมาใช้ในการฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวได้อย่างไร ?


ตอบ ในวงการแพทย์เรียกกันว่า toxin ชนิดหนึ่ง (โบทูลินัม ท็อกซิน) เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ประเภทหนึ่ง ที่สกัดมาจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Clostridium Botulinum (คลอสตริเดียม โบทูลินัม) ซึ่งแบคทีเรียนี้มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยยกกระชับ และลดรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผาก ร่องบริเวณแก้ม รอยตีนกา หรือทำหน้า V-Shape โดยที่ไม่ต้องทำศัลยกรรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งสารนี้ถึงแม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแบคทีเรียแต่ไม่มีอันตรายเพราะเมื่อเวลาผ่านไปสามารถสลายเองได้ แพทย์จะทำโดยการฉีดสารเข้าไปทำการยังยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในบริเวณที่เกิดปัญหา ทำให้กล้ามเนื้อที่เกิดรอยย่นทำงานน้อยลง หรือกล้ามเนื้อที่มีความหนาแน่นสูงมีขนาดที่เล็กลง ช่วยทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นนั่นเอง

- ใช้เวลาในการทำนานแค่ไหน ?

ตอบ การฉีดสารใช้เวลาเพียง 5-20 นาที

- สารออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน แล้วช่วยทำหน้าให้เรียวได้นานแค่ไหน ?

ตอบ สารจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากที่ฉีดไปแล้วประมาณ 2-4 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมไปถึงขนาดของยาที่ฉีดเข้าไปและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย สารสามารถคงอยู่ออกฤทธิ์ต่อได้ประมาณ 4-6 เดือน เมื่อหมดฤทธิ์แล้ว สามารถทำการฉีดซ้ำได้อีก

- ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด FACE LIFT

ตอบ ผู้ที่ฉีดควรงดแอลกอฮอล์ ไม่ควรอบซาวน่า หรืออบไอน้ำ หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด และหากกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดมีการใช้งานมากกว่าปกติ อาจทำให้สารหมดฤทธิ์เร็วขึ้น ผู้ที่ตั้งครรภ์ และอยู่ในช่วงที่ต้องให้นมบุตร ไม่ควรฉีด FACE LIFT


อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของคุณสาวๆ แต่ละคนนั้นจะมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ก่อนการทำหน้าเรียวโดยการฉีดสารนั้น ควรทำการปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง รวมไปถึงการฉีด ก็ควรที่จะทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณสาวๆ เอง

FACE LIFTลดริ้วร้อย

ริ้วรอยรอบดวงตามีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อรอบๆ ดวงตาทำงานหนักมากจนเกินไป จึงส่งผลให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตา รอยตีนกา ริ้วรอยใต้ดวงตา และริ้วรอยระหว่างคิ้ว รวมไปถึงริ้วรอยที่มาจากการเลิกคิ้ว ล้วนมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อจาทำงานหนัก ซึ่งปัญหาริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์นี้เราสามารถขจัดให้หมดสิ้นได้ด้วยการฉีด FACE LIFT เพราะสารมีฤทธิ์ที่สามารถช่วยลดริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าได้

ตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่นิยมฉีด FACE LIFT

บริเวณระหว่างคิ้ว เพื่อลดริ้วรอยเวลาขมวดคิ้ว

บริเวณใต้ตา เพื่อลบริ้วรอยเหี่ยวย่นขณะยิ้มหรือหัวเราะ

บริเวณรอยย่นหน้าผาก เพื่อลบริ้วรอยเวลาที่เราเลิกคิ้ว

บริเวณหางตา เพื่อลบริ้วรอยตีนกา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น


โดยปกติแล้วหากดูแลและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดผลข้างเคียง

ใบหน้าดูแข็ง มองแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

มีอาการคิ้วตก หรือไม่สามารถเลิกคิ้วได้

           มีอาการหนังตาตก สาเหตุเกิดจากสารกระจายไปยังกล้ามเนื้อหนังตา จึงส่งผลให้หน้าตาตกประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์ เพียงชั่วคราวเท่านั้น จากนั้นหนังตาก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากสถิติทั่วโลกพบว่ามีเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่มีอาการหนังตาตก

การฉีด FACE LIFTนั้นไม่ซับซ้อน สามารถทำได้โดยง่าย ขั้นตอนเพียงฉีดสารเข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อที่ต้องการลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งการฉีดคล้ายกับการฉีดยาชา แต่เข็มที่ฉีดนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยาชา และเจ็บน้อยกว่าการฉีดยาชา และควรได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและเลี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง


การฉีด FACE LIFTลดกราม เพื่อยกกระชับ ปรับรูปหน้า V Shape เพื่อลดความเหลี่ยมของใบหน้า ช่วยให้ใบหน้าเรียวสวย


หากคุณเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อขากรรไกรโต สามารถฉีดเพื่อลดกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ใบหน้าดูเรียวสวย เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว


ในกรณีที่โครงหน้าใหญ่เพราะกระดูกขากรรไกรมีขนาดใหญ่ กรณีนี้ควรทำศัลยกรรมเพื่อตัดแต่งกราม เพื่อลดขนาดของกระดูกขากรรไกร และกรณีที่โครงหน้าใหญ่เพราะมีไขมันบริเวณแก้มมาก ก็จะต้องปรับรูปหน้าด้วยการลดไขมันลง เพื่อให้รูปหน้าดูเรียวสวยเป็นธรรมชาติ

 

THERD LIFT

- ร้อยไหม คืออะไร? 
ร้อยไหม คือการยกกระชับ และฟื้นฟูผิวโดยการ ร้อยไหม ละลาย เทคนิคเกาหลีแท้ ซึ่งเป็นไหมละลายที่มีความปลอดภัยสูง นำเข้าจากเกาหลี ไหมละลายชนิดนี้แต่เดิมใช้ในการเย็บเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หรือเส้นเลือดในร่างกายจากนั้นร่างกายจะค่อยๆกำจัดออกจากร่างกายภายใน 6 เดือน ซึ่งบริเวณที่ร้อยไหมจะเกิดการกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ทำ ให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหมซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตึงรั้งผิว ผิวจึงเต่งตึง กระชับ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึ่มได้ดีอีกด้วย จึงทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดี การใช้ไหมละลายจึงเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวพร้อมยกกระชับไปในตัว 

หลังการร้อยไหมละลายคนไข้จะรู้สึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันทีและจะเริ่มเห็นผล ชัดเจนมากขึ้นภายใน 1-2 เดือน แต่จะเห็นผลชัดเจนที่สุดเมื่อถึง 6 เดือนและอาจอยู่ได้นาน 1-1.6 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษาของคนไข้ผู้ได้รับการร้อยไหม เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเอาใจใส่เรื่องการทานอาหาร การงดสูบุหรี่ งดดื่มเครื่องดืมแอลกอฮอล์ และที่สำคัญที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ




- การร้อยไหมมีกี่ประเภท ?

ตอบ 
1.ไหม Aptos threads หรือ Feather-Lift เป็นไหมประเภทไม่ละลาย ลักษณะไหมจะมีลักษณะเป็นก้างปลา ส่วนที่เป็นก้างปลาจะยึดเกาะกับผิวหนัง ข้อเสียคือเมื่อระยะเวลานานไป ตัวก้างปลาที่ยึดเกี่ยวกับเนื้อเยื่ออาจหลุดออก หรือก้างปลาหัก ทำให้ผิวหนังหนังกลับมาหย่อนคล้อย และในบางกรณีอาจมีไหมโผล่ออกมาจากผิว ซึ่งจะต้องไปทำการผ่าตัดเพื่อเอาออก ผลจากการร้อยไหมประเภทนี้จะอยู่ได้ไม่นานนัก วิธีนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้วในปัจจุบัน 

2. Gold Thread หรือที่เรียกกันว่า "ไหมทอง" คือการร้อยด้วยไหมที่ทำมาจากทองบรสุทธิ์ 99.99% ไหมมีขนาดประมาณเท่าเส้นผม ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ หลังร้อยไหมต้องเลี่ยงการทำเลเซอร์ เพราะการทำเลเซอร์อาจส่งผลให้ไหมขาดได้ และไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้โลหะ เพราะถ้าหากแพ้จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และหากเทียบกับวิธีอื่นไหมทองจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่า และสุดท้ายคือไหมทองจะสลายตัวช้ามากคือสามารถอยู่ได้นานถึง 8 – 15 ปี ดังนั้นหากใครกลัวเรื่องของสารตกค้างควรเลือกวิธีอื่น 

3. ไหม PDO หรือไหมละลาย ตัวนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้าง ไม่มีผลค้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศเกาหลี ไหมประเภทนี้ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย ร้อยไหมละลาย หรือ ไหม PDO ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์อย่างกว้างขวาง และยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะมีความปลอดภัยสูง ข้อดีของไหมละลาย หรือไหม PDO ก็คือการร้อยไหมจะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เมื่อกระตุ้นแล้วก็จะส่งผลให้ผิวกระชับ เต่งตึง และยังช่วยให้ผิวพรรณของเราดูสดใสเปล่งปลั่ง กระจ่างใส เห็นผลได้ใน 14 วัน ส่วนไหมที่เราร้อยเข้าไปนั้นจะละลายไปภายใน 6 เดือน และผลลัพธ์จากการร้อยไหมจะคงอยู่ได้นานถึง 2 ถึง 3 ปี 

- ร้อยไหมเจ็บไหม ? 

ตอบ เป็นคำถามที่พบบ่อยเพราะหลายๆ คนมักจะกลัวเจ็บและไม่กล้าผ่าตัดจึงเลือกร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้าแทน ซึ่งแท้จริงแล้วการร้อยไหมไม่เจ็บอย่างที่คิด ไม่ใช่การผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่ ข้อดีคือไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรมอีกด้วย และเจ็บน้อยมาก



 



- ข้อดีของไหมละลาย PDO ทำไมต้องเลือกไหมละลาย หรือร้อยไหม PDO ?

ตอบ หลังร้อยไหม 6-8 เดือน ไหมจะละลายไปเอง ผลลัพธ์จากการร้อยจะอยู่ได้นานถึง 1-3 ปี ปลอดภัย เพราะไหมที่ใช้นี้เป็นไหมที่ใช้ในการรักษาเย็บหลอดเลือดและเย็บกล้ามเนื้อหัวใจ หลังร้อยไหมเห็นผลทันที และจะเห็นผลชัดเจนหลังทำ 2 เดือน หลังร้อยไหมเสร็จสามารถกลับบ้านได้ ไม่ต้องพักรักษาตัว.

- การร้อยไหมเหมาะกับใคร ?

ตอบ จริงๆ แล้วไม่มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่ต้องการทำ สามารถทำได้กับทุกคน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และคนทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้า v shape สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการร้อยไหม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดการยกกระชับหน้าด้วยการร้อยไหมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจกว่าวิธีอื่น 

- การดูแลหลังร้อยไหม ยากหรือไม่?

ตอบ 

 

ในการร้อยไหมเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางที่ความเชี่ยวชาญ และหลังร้อยไหมแล้วควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
- 2 วันแรกหลังร้อยไหม ควรประคบเย็น
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- พยายามหลีกเลี่ยงความร้อน เพื่อให้ใบหน้ากระชับเข้ารูป
- แพทย์จะให้รับประทานยาแก้อักเสบ ควรปฏิบัติตามที่แพทย์แจ้งอย่างเคร่งครัด
- หลังร้อยไหมอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างเช่น มีอาการบวม มีรอยฟกช้ำ แต่อาการเหล่านี้จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ 

- ไหม pdo กับ ไหมเงี่ยงต่างกันอย่างไร ? 

ตอบ 

ไหม pdo เส้นเล็ก ลักษณะไหมจะเป็นเส้นตรง ช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวเราแน่นกระชับขึ้น ผิวหน้าดูใสขึ้น กรอบหน้าดูชัดเจน หน้าดูเรียวสวยได้รูปมากขึ้น

จะต้องใช้ไหมมากพอสมควรในการสานผิว และจะร้อยชั้นผิว dermis เพื่อหวังผลเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจน

- ไหมเงี่ยง อยู่ในกลุ่มของไหม pdo เช่นกัน แต่จะมีลักษณะไหมจะเป็นเส้นตรงแต่จะมีเงี่ยงออกมาตามแนวเส้นไหมคล้ายก้างปลา ซึ่งส่วนของเงี่ยงจะช่วยในการเกี่ยว skin ใต้ผิว ให้ยกขึ้นตามแนวดึงขึ้นของไหม และ ผิวจะยกกระชับตึงจากด้านล่างของชั้นผิว ทำให้แก้มยกกระชับขึ้น หน้าเรียวขึ้น ผิวกระชับไม่ฟูไม่หย่อนคล้อย ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจดีกว่าการศัลยกรรมดึงหน้า เพราะการผ่าตัดดึงหน้านั้น จะต้องตัดผิวที่ยืดยาวหย่อนออก เมื่อผิวสั้นลงผิวหนังจะถูกเย็บจนตึงเหมือนขึงสะดึง ใบหน้าหลังผ่าตัดดึงหน้า จึงตึงเหมือนใส่หน้ากาก ปราศจากความยืดหยุ่น และเมื่อเวลาผ่านไป
3 -5 ปี ผิวก็จะยืดและบางลงไปอีก อาจทำให้ผิวเหี่ยวย่นง่าย และจะบางลงไปเรื่อยๆ และในบางเคสอาจมีปัญหาเรื่องตาปลิ้น ฯลฯ ดังนั้นทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าคือ การร้อยไหมเพื่อทำให้ผิวเต่งตึงขึ้น

 

 

 

HIFU

SUPER V Lift (HIFU) คือ เทคโนโลยีล่าสุดสำหรับการรักษาด้านความงาม คลื่น Ultrasound จะถูกส่งผ่านที่เนื้อเยื้อ แล้วเปลี่ยนพลังงานเป็นความร้อนพลังงานความร้อนจะโฟกัสลงในบริเวณที่ระดับความลึกจนถึงชั้นsmasเหนือกล้ามเนื้อชั้นเดียวกับที่ผ่าตัดดึงหน้า ทำให้เกิดการหดตัวที่ชั้น SMAS ขนาดเล็ก คล้ายการเย็บเนื้อ ทำให้เกิดการสร้างใหม่ของผิวที่ยกกระชับดูอ่อนเยาว์ นอกจากผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวคงความอ่อนเยาว์ไว้

SUPER V  Lift (HIFU)  การเห็นผล ปานกลางถึงมาก ขึ้นอยู่กับสภาพโครงสร้างผิวและใบหน้าของแต่ละคน ผลที่ได้ SUPER V  Lift (HIFU) เกิดจากการกระตุ้น Collagen และอาจมีผลกับ พังผืดในชั้นSMAS งานวิจัยที่มีรองรับจะได้ผลในเรื่องของ

- Lift the eyebrow

-lift lax submental (beneath the chin)and neck tissue

 

   ประโยชน์ในการรักษา

▪ยกกระซับผิว (Lifting)

▪หน้าหย่อนคล้อยให้ตึงกระชับ

▪ยกคิ้ว

▪ลดเหนียงใต้คางและคาง 2 ชั้น

▪ลดริ้วรอยรอบดวงตา

▪รูปหน้าดู V-shape มากขึ้น

▪สลายไขมันใต้ผิวหนัง

▪รูขุมขนเล็กลง

▪กระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ผิว

▪ลดร่องลึกบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก,ร่องแก้ม


ความรู้สึกขณะได้รับการรักษา

ระยะเวลาในการทำการรักษาแต่ละครั้งนั้นประมาณ 40-60 นาที โดยตลอดการรักษานั้นผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกสบายผิว ไม่มีอาการแสบร้อน นั้นจะส่งพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวน์ที่มีความถี่สูงถึง 1000 ครั้ง/วินาที สูงจนเซลล์ประสาทไม่สามารถสัมผัสได้ จึงทำให้ผู้เข้ารับการรักษาไม่รู้สึกเจ็บ จะรู้สึกเพียงความอุ่นเล็กน้อยในบริเวณผิวที่ทำการรักษา

 

การปฎิบัติตัวหลังทำ

1.เมื่อมีอาการเมื่อยหรือตึงที่หน้า สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาได้                                                                                              

2.หลังทำ HIFU เว้นการนวดหรือถูใบหน้าแรงๆ

3.หลังทำ HIFU เลี่ยงการทำลายคอลลาเจน เช่น ดื่มสุรา แอลกอฮอร์  สูบบุหรี่

4.สามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้ทันที

5.หลังการร้อยไหม ฉีดเมโส เว้นการทำ HIFU ประมาณ 6-8 สัปดาห์

 

SLIMMING

Meso fat
เมโสแฟต
 


Meso fat (เมโสแฟต) คือเทคนิกการผลักวิตามินเข้าสู่ชั้นไขมัน เพื่อประโยชน์ในการลดกระชับสัดส่วนให้ได้รูปตามต้องการ การฉีดลดไขมัน หรือที่เรียกกันว่า Meso therapy เป็นวิธีการลดไขมันและลดเซลลูไลต์ เฉพาะที่ โดยไม่ใช้วิธีการผ่าตัด โดยการฉีดสาร หลักๆ คือPhosphatidylcholine (สกัดจากถั่วเหลืองหรือไข่แดง) และวิตามินหลายชนิดเข้าไปยังบริเวณที่มีการสะสมของไขมัน เป็นวิธีที่ถือว่ามีความปลอดภัยมาก เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ สลายออกจากร่างกายได้ดี ดังนั้น จึงหมดห่วงเรื่องของอาการแพ้ ด้วยการที่แพทย์จะใช้เข็มฉีดยา ฉีดส่งยา ซึ่งมีสรรพคุณสลายไขมันที่สะสมในชั้นไขมัน และทำให้เกิดการขัดขวางการสะสมของไขมัน ยังช่วยการกระตุ้นให้ไขมันสะสมถูกปล่อยออกมา เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และระบบต่อมน้ำเหลือง จึงทำให้เนื้อเยื่อโดยรอบแข็งแรงขึ้น กระชับขึ้น นอกจากนั้น ยังไม่ต้องกังวลว่าไขมันที่โดนสลายจะไหลไป ตามบริเวณข้างเคียง หรือทำให้ผิวหนังแข็งเป็นก้อน เนื่องจาก ไขมันจะแตกตัวจนสลาย ออกเป็นไขมันเหลว แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ (ส่วนมาก) และทางอุจจาระ


การรับบริการ

ห่างกัน 1-2 อาทิตย์ ใช้ครั้งละ 2-4 เข็ม ตามการประเมินของแพทย์

FILLER

Filler คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็มที่ใช้สำหรับฉีดเพื่อเติมเต็มหรือเสริมในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะใช้ฟิลเลอร์เพื่อลดและแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึก ที่เกิดขึ้นบริเวณต่างๆของใบหน้า และในบางรายที่เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้แก้มดูตอบลงก็สามารถใช้ฟิลเลอร์ ในการแก้ปัญหาแก้มตอบได้ แม้กระทั่งนำมาใช้ในการบำรุงผิวให้กลับมากระชับเปล่งปลั่ง ในบริเวณใบหน้า ลำคอ หลังมือ รวมทั้งบริเวณผิวหน้าอก

ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์

พอจะทราบกันไปแล้วว่า Filler คืออะไร ทีนี้มาดูว่าทำให้ต้องฉีดฟิลเลอร์ เหตุผลคือผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบสำคัญคือใยคอลลาเจน และเมื่อเราอายุมากขึ้นใยคอลลาเจนในผิวหนังก็ฝ่อลง ทำให้ผิวที่เคยอิ่มน้ำ เต่งตึง กลายมาเป็นมีริ้วรอยร่องลึก ผิวหนังบางลง หากได้รับฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็มที่มีส่วนประกอบของไฮยาลูรอนิคเข้าไป ก็จะช่วยให้ผิวพรรณดูดีขึ้น จากที่เคยมีร่องลึกก็จะดูตื้นขึ้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์จะสามารถช่วยเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้สภาพผิวดูเต่งตึงขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

ต้องฉีดฟิลเลอร์แค่ไหน จึงจะเห็นผล

หลังจากฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที โดยส่วนมากผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 1-1.6 ปีหลังจากฉีด

เมื่อเวลาผ่านไป ใบหน้าที่ดูเต่งตึงเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มสาวก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เนื่องจากคลอลาเจนมีการเสียสมดุลย์และการสร้างลดลงไม่สามารถทดแทนคลอลาเจนที่เสื่อมสลายไปได้ทันเวลา สิ่งที่ตามมาก็คือ ปัญหาริ้วรอย ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย ใบหน้าดูตอบลง สันจมูกไม่ชัดเหมือนเดิม ร่องแก้ม ร่องมุมปาก รวมถึงร่องใต้ตาและโหนกแก้มไม่สวยงามดังเดิม

ปัจจุบัน มีวิธีที่สามารถลดริ้วรอยและเสริมส่วนบกพร่องเหล่านั้นให้กลับมาสวยงามดังเดิมได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน ได้แก่

1. การใช้เลเซอร์กระตุ้นการสร้างคอนลาเจนให้กับผิว รวมถึง เครื่องยกกระชับใบหน้าโดยการใช้คลื่นวิทยุ และอัลตร้าซาวน์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยในส่วนของผิวที่หย่อนคล้อยไม่เข้ารูปและช่วยทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

2. การฉีดสารเติมเต็ม (fillers) เข้าไปเติมเต็มหรือเสริมในชั้นผิวหนังเพื่อช่วยลดปัญหาพวกร่องลึก หรือริ้วรอยที่ติดแน่นกับผิว ได้แก่ ร่องแก้ม ร่องมุมปาก ร่องใต้ตาริ้วรอยลึกบริเวณหางตา หน้าผาก ขมวดคิ้ว รวมถึงการเติมเต็มสวนบกพร่องของใบหน้า เช่น โหนกแก้ม จมูก คาง ริมฝีปาก เพื่อปรับใบหน้าให้ดูดีมีมิติได้สัดส่วนที่สวยงามมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง

ปัจจุบัน fillers ที่ปลอดภัยจะเป็นกลุ่มที่อยู่ได้ระยะเวลาหนึ่งนานพอควร แต่อยู่ไม่ถาวรตลอดไป(non permanent) เนื่องจาก fillers ที่อยู่ได้ถาวรมักจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ค่อนข้างมาก fillers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นสาร ไฮยาลูโรนิค แอซิด(hyaluronic acid)ซึ่งเป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผิวหนังของคนเราตามธรรมชาติอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเป็นสารอุ้มน้ำทำให้เกิดการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั่นเอง

การเลือก fillers ที่จะใช้นั้นมีความสำคัญค่อนข้างมากควรเป็นชนิดที่ปลอดภัยและผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา และมั่นใจได้ว่าสามารถสลายได้เมื่อไม่ต้องการ และต้องไม่ตกค้างในร่างกายและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ในอดีตที่ผ่านมา fillers ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและปลอดภัยมักมีปัญหาอาการปวดและเจ็บขณะที่ทำการฉีดส่งผลให้คนไข้รู้สึกไม่ค่อยอยากเข้ารับการรักษาเติมเต็มด้วยการฉีด fillers เท่าที่ควร รวมทั้งข้อเสียที่โมเลกุลตัว hyaluronic acid ก็สลายไปเร็วเกินกว่าที่จะเป็น ทำให้ต้องเจ็บตัวบ่อย รวมทั้งบางครั้งหลังการฉีดมีการบวมเป็นก้อนไม่เป็นเนื้อเดียวกับผิวในบริเวณที่ทำการรักษา

ปัจจุบันพบว่า Juvederm ซึ่งเป็น fillers ในกลุ่ม hyaluronic acid เช่นกัน สามารถขจัดปัญหาเรื่องความเจ็บปวดขณะฉีดออกไปได้ อีกทั้งโมเลกุลของ hyaluronic acid ก็สามารถอยู่ได้ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าตัว fillers ตัวเดิม รวมทั้งผู้รับการรักษาก็สบายใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยเพราะผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของไทยแล้วเช่นกัน

Juvederm มีข้อแตกต่างจาก fillers ตัวเดิมที่ใช้กันอยู่อย่างไรบ้าง

ในขบวนการผลิตมีการผสมยาชา เข้าไปในโมเลกุลของ hyaluronic acid เรียบร้อย ทำให้ขณะฉีดมีความรู้สึกเจ็บน้อยลงมาก จนแทบไม่รู้สึกเลย คนไข้จะรู้สึกสบายมากขึ้น

โมเลกุลของ hyaluronic acid ที่เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แขวนลอยอยู่กับตัวนำพาเหมือน fillers ตัวอื่นๆ ข้อได้เปรียบนี้ทำให้ Juvederm อยู่ได้นานขึ้นไม่สลายออกจากผิวหนังเราเร็วเกินไปนัก รวมถึงลดโอกาสการเกิดก้อน หรือผิวไม่เรียบหลังฉีดรวมทั้งความรู้สึกไม่เป็นเนื้อเดียวกันกับผิวในบริเวณที่ฉีดได้

Juvederm ลดโอกาสการกระจายตัวหรือไหลออกไปสู่บริเวณข้างเคียงได้ค่อนข้างมากกว่า และทำให้ใช้ยาปริมาณน้อยลงเนื่องจากไม่ได้ยุบลงหลังฉีดมากเหมือน fillers ตัวอื่น และได้ผลการรักษาที่สวยงามมากขึ้น

Juvederm มีความเข้มข้นของปริมาณ hyaluronic acid ต่อ 1 มิลลิลิตร(mL) ในปริมาณที่มากกว่า fillers ตัวอื่นๆ

Juvederm มีข้อห้ามใช้ในกรณีต่อไปนี้

ผู้ป่วยที่มีปฎิกิริยาแพ้ต่อสาร hyaluronic acid

ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาชา

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ผู้ป่วยที่มีโอกาสหรือประวัติการเกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย

ไม่ควรได้รับการฉีด Juvederm ควบคู่กับการทำเลเซอร์ที่เกิดแผล หรือการลอกผิวหน้าในบริเวณที่ทำการฉีด

ไม่ควรฉีด Juvederm ในบริเวณที่ผิวหนังมีการอักเสบ หรือมีการติดเชื้อ
ทังนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดJuvederm ทุกครั้งเพื่อให้แพทย์ประเมินและเลือกชนิดของ Juvederm ที่เหมาะสมกับปัญหา

ข้อควรหลีกเลี่ยงเมื่อได้รับการรักษาโดย Juvederm ก็เหมือนกับการฉีด fillers ทั่วไป ได้แก่

หลีกเลี่ยงการทำ LASER หรือ treatment ประมาณ 2 สัปดาห์ งดการดื่ม alcohol หรือสูบบุหรี่ประมาณ 2-3 วันเพื่อลดอาการบวม แดง และช้ำ บริเวณที่ฉีด

LLD FAT

LLD Fat คืออะไร ?

 


LLD Fat เป็นวิธีการใหม่ล่าสุดในการสลายเซลล์ไขมันและเซลลูไลท์โดยวิธีทางการแพทย์ที่เรียกว่า LLD (Lipolytic Lymph Drainage) Technique ซึ่งแพทย์จะทำการฉีดตัวยา LLD เพื่อทำลายเซลล์ไขมันให้แตกตัว (Lipolysis) และขจัดการสะสมของเนื้อเยื่อชั้นไขมัน ที่เป็นสาเหตุเซลลูไลท์ใต้ผิวหนังด้วย LLD Fat จะกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง เพื่อขจัดการสะสมของชั้นไขมัน จึงทำให้การกลับมาของไขมันจะช้ากว่าปกติ หลังฉีด LLD Fat จะต้องมีการนวดด้วยเครื่องมือชนิดพิเศษ เพื่อให้ให้ยาเกิดการกระจายตัว ซึ่ง LLD Fat นี้มีความปลอดภัยสูง และได้รับการยอมรับทางการแพทย์


- แตกต่างจาก Meso Fat อย่างไร?

LLD Fat เป็นตัวยาที่มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก FDA คุณสมบัติยามีการกระจายตัวและออกฤทธิ์ดี จึงใช้ในปริมาณน้อย เพียง 4-6 เข็ม ต่อบริเวณ ที่สำคัญคือไม่บวมหลังจากการทำ ซึ่งแตกต่างจากการฉีด Meso Fat ที่ทำให้เกิดอาการบวม 1-2 สัปดาห์และอาจจับตัวกับไขมันเกิดก้อนแข็งใต้ผิวหนัง หลังทำ LLD Fat อาจมีอาการรอยเข็มเล็กน้อย แต่จะหายไปภายใน 1-2 วัน LLD Fat จึงเหมาะกับการฉีดสลายไขมันที่ใบหน้ามาก เพราะไม่บวม และสามารถใช้ฉีดสลายไขมันสะสมตามจุดต่างๆของร่างกายได้ รวมถึงแก้ไขปัญหาเซลลูไลท์ได้ที่ต้นเหตุ

- ใช้เพื่อรักษาอะไรและเหมาะกับใคร?

ผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณแก้ม ใต้คาง และผู้ที่มีไขมันสะสมตามจุดต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเซลลูไลท์ตามต้นขาและส่วนอื่นๆ ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยปริมาณการฉีดในแต่ละบริเวณซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นปริมาณที่เท่ากัน โดยแพทย์จะทำการฉีดบริเวณที่เป็นชั้นไขมันหรือบริเวณที่แพทย์ได้วินิจฉัย ว่าสามารถทำการรักษาได้ ตามจุดที่มีไขมันสะสม เพียง 4-6 เข็มต่อบริเวณ

  • - การรักษาแต่ละครั้ง ใช้เวลานานเท่าไร?

    แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษา

    - ควรจะต้องทำกี่ครั้ง จึงจะเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน?

    เพื่อผลการรักษาที่ชัดเจน ควรรับบริการอย่างน้อย 4 – 6 ครั้ง โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่ 2

    - สามารถทำได้บ่อยครั้งแค่ไหน?

    เห็นผลได้ในประมาณ 15-30 วันหลังจากฉีดครั้งแรก และควรทำต่อเนื่อง 2 สัปดาห์/ครั้ง จำนวน 2-4 ครั้งสำหรับลดแก้มและไขมันส่วนเกินบริเวณใบหน้า และ 4-8 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลลูไลท์และไขมันส่วนเกินบริเวณลำตัว

    - ผู้ที่ไม่ควรทำทรีทเมนต์นี้

    ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร และผู้ที่ฉีดสารเติมเต็มสังเคาระห์บริเวณแก้ม

    - ผลข้างเคียงที่อาจได้รับ

    หลังการฉีด LLD Fat ควรเคลื่อนไหวบริเวณที่ฉีดทุกๆ 15 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ และยาหรืออาหารเสริมที่มีฤทธิ์ลดการแข็งตัวของเลือด เช่นวิตามินอี, สารสกัดจากใบแปะก๊วย หลังจากนั้นคุณสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ หลังทำ LLD Fat อาจมีอาการรอยเข็มเล็กน้อย แต่จะหายไปภายใน 1-2 วันและควรออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร เพื่อป้องกันการกลับมาของไขมันและเซลลูไลท์ได้ยาวนานขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษา
Powered by MakeWebEasy.com